แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ติวศิลปะ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ติวศิลปะ แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

วันพฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

งานเสร็จ งานไม่เสร็จ?

​


งานเสร็จ? งานไม่เสร็จ?

        มันสำคัญมากที่เราจะต้องรู้ตัวว่างานที่เรากำลังวาดอยู่นี้ ต้องทำแค่ไหนจึงจะเสร็จ เราควรต้องมีภาพผลงานสำเร็จเป็นปลายทางอยู่ในหัวแล้ว ไม่เช่นนั้นเราก็จะเจอปัญหาว่าเราตั้งใจวาดเนี๊ยบมาก เรียบร้อยมาก แต่สุดท้ายทำไมได้คะแนนน้อยจัง หรือทำไมภาพมันออกมาจางๆดูเหมือนไม่ค่อยเสร็จ แล้วก็สวยสู้งานเพื่อนไม่ได้ เพราะฉะนั้นกฏข้อแรกของการทำงานคือ "มันต้องเสร็จ" โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาสอบ เพราะกรรมการจะไม่ตรวจงานที่ไม่เสร็จ นั่นคือเค้าดึงงานเราออกจากกองตั้งแต่การตรวจรอบแรกเลย.

        มาเข้าใจวิธีการตรวจงานของกรรมการกัน ทีมกรรมการจะตรวจงานหลายรอบ โดยจะวางงานเรียงไว้บนพื้นที่กว้างๆ แล้วเดินดู รอบแรกดูจากระยะไกล

ภาพประกอบที่ ๑ - มุมมองภาพจากระยะไกล ภาพที่เห็นจะมีขนาดเล็กและยังมีรายละเอียดไม่ชัดนัก เหมือนภาพที่เรามอง tumbnailในจอคอมฯ

        สิ่งที่กรรมการสนใจพิจารณาได้จากในระยะนี้ชัดเจนที่สุดคือ "องค์ประกอบภาพ"และ"น้ำหนัก" โดยเฉพาะอย่างยิ่งความครบถ้วนของน้ำหนัก

ภาพประกอบที่ ๒ - ภาพที่ผ่านเข้ารอบสองเพราะมีน้ำหนักครบถ้วนเมื่อมองจากระยะไกล.

        ระยะถัดมา จะเดินใกล้เข้ามาอีก ก็จะมองเห็น "โครงสร้างสัดส่วน","แสงเงา" ว่ามีความสมจริงแค่ไหน และระยะสุดท้าย จะเดินใกล้ เป็นระยะที่สังเกตุเห็นรายละเอียดและความเรียบร้อยของงาน
ภาพประกอบที่ ๓ - แสดงผลงานที่เหลืออยู่ในรอบสุดท้าย
ตัวอย่างภาพที่มีรายละเอียดหยาบๆ ซึ่งอาจจะถูกคัดออกในรอบสุดท้ายถ้าหากในปีนั้นๆมีการแข่งขันสูง
ตัวอย่างภาพที่มีรายละเอียดเรียบร้อยชัดเจน ที่มีโอกาสผ่านเกณฑ์การสอบเข้ามากกว่า.
        สรุป งานที่ดูเสร็จคืองานที่มี "น้ำหนัก" ครบถ้วน, ส่วนงานที่จะผ่านถึงรอบสุดท้ายคืองานที่"เสร็จ"เรียบร้อยและ"สมบูรณ์"ที่สุดในทุกรายละเอียด.

วันพฤหัสบดีที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2559

ทำไมต้องฝึกวาดเส้น?

​ความสำคัญของการวาดเส้น

ทำไมต้องฝึกวาดเส้น?

ภาพประกอบที่ ๑ - บรรยากาศการฝึกวาดเส้นของนักเรียนที่มังงะโฮลิค อาร์ต สตูดิโอ.
        หลายคนคงจะสงสัยว่าไอการ "วาดเส้น" เนี่ย มันสำคัญขนาดนั้นเลยหรอ? ทำไมทุกมหาวิทยาลัยที่เรียนเกี่ยวกับศิลปะและการออกแบบ จะต้องบังคับให้สอบผ่านวิชาวาดเส้นก่อน ถึงจะเข้าไปเรียนได้
ขอตอบตรงนี้เลยว่า "สำคัญมาก" เพราะผลงานวาดเส้นจะเป็นตัวชี้วัดทักษะที่สำคัญในการสร้างสรรค์ผลงาน และการออกแบบทางด้านทัศนศิลป์ (ศิลปะที่ใช้ตามองเห็น) เกือบทุกประเภท เพราะฉะนั้น หากมหาวิทยาลัยรับนักเรียนที่ไม่มีทักษะตรงนี้มากพอเข้าไปเรียน ผู้เรียนก็อาจจะเรียนไม่ไหว สร้างสรรค์ผลงาน หรือ ออกแบบผลงานได้ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร.
ภาพประกอบที่ ๒ - ส่วนหนึ่งของบรรยากาศแสดงงานศิลปนิพนธ์ ซึ่งกว่าจะมากันถึงจุดนี้ได้ก็ต้องผ่านการเคี่ยวกรำอย่างหนักจากอาจารย์มหาวิทยาลัยหลายๆท่านมาแล้ว ก่อนที่จะถูกส่งไปทำงานศิลปะรับใช้สังคมกันต่อไป.
        ด้วยเหตุผลเท่าที่กล่าวมา ก็เพียงพอที่จะทำให้น้องๆที่สนใจอยากทำงานทางด้านศิลปะและการออกแบบต้องตั้งอกตั้งใจฝึกวาดเส้นกันแล้ว
แต่สำหรับคนทั่วไปที่สนใจศิลปะและการออกแบบ อาจไม่ได้ต้องการเรียนต่อหรือนำไปสอบเข้าล่ะ คงสงสัยว่าเอ... แล้ววาดเส้นสำคัญกับเรายังไงล่ะ
        ขอตอบว่า "วาดเส้น" สำคัญค่ะ ด้วยเหตุผลเดียวกัน ไม่ว่าคุณจะเรียนต่อหรือไม่เรียนต่อ แต่ถ้าจุดมุ่งหมายคือคุณต้องการสร้างสรรค์ผลงานที่ใช้ตามองเห็นได้ วาดเส้นก็ยังสำคัญต่อคุณอยู่ดี เพราะวาดเส้นก็คือ "การฝึกสังเกตุ"
ภาพประกอบที่ ๓ - ตัวอย่างผลงานศิลปนิพนธ์เรื่อง"พลังแห่งการต่อสู้" ของผู้เขียนเอง ซึ่งเป็นงานจิตรกรรมไทยประยุกต์ แสดงตัวอย่างผลงานสร้างสรรค์ที่แสดงออกทางด้านความคิด และอารมณ์ความรู้สึกของงาน ซึ่งไม่ได้เป็นศิลปะ "ภาพเหมือนจริง" แต่อย่างใด แต่ทั้งนี้ล้วนมีที่มาจากพื้นฐานของการฝึก "วาดเส้น" ทั้งสิ้น 
        ใช่ค่ะ จุดประสงค์หลักของการวาดเส้นคือการฝึกการสังเกตุ "ฝึกมอง" ให้เห็นความจริงที่อยู่ตรงหน้า ซึ่งสิ่งนี้สำคัญมากเพราะเราจะรับรู้ภาพต่างๆเข้าไปในสมอง จดจำ ทำความเข้าใจ และ"ถ่ายทอด" กลับออกมาใหม่ด้วยวิธีการต่างๆ
        ในวิชาวาดเส้นนี้ เราก็จะถ่ายทอดสิ่งที่เรามองเห็นออกมาด้วย"เส้น"ของดินสอค่ะ เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญรองลงมาจากการมอง ก็คือ"การควบคุมเส้น"ให้ได้ดั่งใจ
        วิธีการฝึกที่เป็นพื้นฐานเริ่มแรก ที่ง่ายที่สุดก็คือการวาดตามจากสิ่งที่ตาเห็น ดังนั้นในการฝึกเราก็จะมองดูแบบและวาดตาม ฟังดูไม่ยากเลยค่ะ ซึ่งสำหรับบางคนก็ไม่ยากจริงๆ แต่สำหรับบางท่านก็ลำบากเหลือเกินเหมือนกัน (ฮ่าๆ) แต่ก็ฝึกได้ค่ะ ฝึกได้.

ภาพประกอบที่ ๔ - วาดเส้นคือ "การฝึกสังเกตุ" ซึ่งเป็นพื้นฐานของการสร้างสรรค์งานศิลปะที่ใช้สายตามองเห็นได้ทุกแขนง
        ดังนั้นเมื่อฝึกวาดเส้นเสร็จ เราก็จะได้ "ภาพเหมือน"ออกมา จึงไม่แปลกค่ะ ที่การวาดเส้นจะถูกเข้าใจว่าเป็นการ"วาดภาพเหมือน" ซึ่งมันคือผลลัพธ์ของการวาดเส้น แต่ความจริงแล้ววาดเส้นคือ "การฝึกสังเกตุ" นะคะ ขอย้ำ. มันทำให้ทักษะของเราเพิ่มพูนขึ้น เพื่อที่จะเอาไปใช้สร้างสรรค์งานต่อไปค่ะ

ขอบคุณที่ติดตามชมบล๊อกของ "FreeArtTutor" มาโดยตลอดค่ะ
หลังจากที่ทำๆหยุดมาเป็นเวลานาน จากนี้ไปเรามีตารางอัพบทความลงทุกเย็นวันศุกร์ค่ะ ส่วนใครที่สนใจเข้ามาเรียน มาพบหน้ากัน สามารถติดต่อสมัครเรียนคอร์สเรียนวาดเส้นได้ที่ www.mangaholic-studio.com ค่ะ เรามีสอนตามตารางทุกเย็นวันอาทิตย์ เวลา 16.00 น. - 18.00 น. ค่ะ


วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

วิธีการวาดผ้า


        ต่อเนื่องจากบทความก่อนหน้านี้ นับถอยหลัง15 วัน อันนี้วาดก่อนสอบ 14 วัน 


        ได้แสดงภาพและขั้นตอนการวาดอย่างละเอียดไว้ในอัลบัม ติวฟรีวาดเส้น ของ Manga Holic Art Studio ค่ะ 


ตามลิงค์ที่อยู่ด้านบนนี้ค่ะ

ปล. หากนำภาพไปใช้ต่อกรุณาอ้างอิงภาพ โดย Manga Holic Art Studio และวางลิงค์ 
ให้ด้วยค่ะ ขอบคุณมากค่ะ

วันเสาร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2556

เกริ่นนำ "Free art tutor"


"Free art tutor" 




        น้องๆ ม.ปลายหลายคนที่กำลังจะสอบเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร เพื่ออนาคต หน้าที่การงาน เพื่อครอบครัวหรือเพื่อตัวเอง หรือตามค่านิยม หรืออาจจะยังไม่รู้อะไรเลยอยู่ก็ได้ แต่ก็ต้องสอบๆไป  จะถึงอย่างไรก่อนสอบก็ต้องมีการ "เตรียมตัว"  แต่จะเตรียมตัวอย่างไรนั้นก็มีหลายวิธี หลายคนเลือกที่จะไปเรียนที่โรงเรียนกวดวิชาซึ่งก็มีค่าใช้จ่าย แต่ก็นับว่าคุ้มถ้าสอบติด

อันที่จริงปัจจัยที่จะทำให้สอบติดมันก็มีหลายอย่างด้วยกัน ทั้งความตั้งใจ ความขยัน ขวนขวายหาความรู้เพิ่มเติม ทั้งหมดนี้มันอยู่ที่ความพยายามของตัวเราเองเป็นหลัก ศิลปะเป็นงานสร้างสรรค์ที่อาศัยฝีมือ ซึ่งสามารถฝึกฝนได้ ถือเป็นทักษะอย่างหนึ่งที่เมื่อทำบ่อยๆก็จะเกิดความชำนาญ  ศิลปะเน้นการปฏิบัติงานเป็นหลัก ต้องลงมือทำจริงถึงจะเป็น ดังนั้นการสอบติดศิลปะก็ขึ้นอยู่กับมือเราแล้ว มิใช่มือใคร




        การฝึกฝนทักษะทางศิลปะเพื่อเตรียมตัวสอบเข้านั้นสามารถทำได้ด้วยตนเอง หากมุ่งมั่นตั้งใจ ก็จะสอบติดอย่างแน่นอน โดยทั้งนี้ต้องรู้จักขวนขวายหาข้อมูลจากผู้รู้ด้วย  การที่เรารู้โจทย์  รู้เทคนิคและกฏกติกาของการสอบ ก็จะทำให้เรามีแนวทางในการฝึกและมีโอกาสสอบติดมากยิ่งขึ้น  ทีนี้เห็นรึยังว่าการสอบติดมันไม่ใช่เรื่องยากเลย เพียงแต่เราต้องรู้ว่าเราจะสอบอะไร ทีนี้มันก็ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเข้าเรียนศิลปะด้านใด คณะอะไร มหาวิทยาลัยไหน  เพื่ออะไร   คำสุดท้ายนี้แหละที่สำคัญที่สุดคือ "เราเรียนศิลปะไปเพื่ออะไร" ถ้าน้องตอบใจตัวเองได้แล้ว น้องก็จะรู้ว่าน้องต้องทำอะไรต่อไป

ทีนี้เราต้องดูตัวเราเองก่อนว่าเราเป็นใคร มีความสนใจด้านไหน ถนัดอะไร บางคนอาจจะตอบตัวเองได้ไวก็ดีไป แต่บางคนอาจจะยังตอบตัวเองไม่ได้ก็ต้องค้นหา โดยลองทำกิจกรรมดู แล้วก็ดูว่าเราทำแล้วรู้สึกยังไง ชอบไม่ชอบ ดีมั้ย แล้วถนัดหรือทำได้ดีหรือเปล่า  โดยปกติหากเราทำอะไรได้ดี หรือถนัด เราก็จะชอบสิ่งนั้นโดยปริยาย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องระวัง ระวังว่าเราชอบใจในคำชม หรือเราพอใจที่เราได้ทำงานๆนั้นจริงๆ ซึ่งมันควรจะเป็นอย่างหลัง เพราะหากเราชอบใจในคำชมความรู้สึกนั้นๆมันก็จะไม่ยั่งยืน เช่น หากน้องวาดรูปได้แล้วมีคนมาชมว่าน้องวาดสวย น้องก็เลยรู้สึกดี น้องก็เลยคิดว่าน้องอยากเรียนศิลปะเพราะน้องอยากเป็นศิลปิน แต่ปรากฏว่าพอมาเรียนแล้วมีคนมาบอกว่างานที่น้องวาดยังไม่ดี ต้องแก้โน่นแก้นี่แล้วน้องก็ไม่อยากวาดแล้ว อย่างนี้จะลำบาก  ดังนั้นเวลาน้องทดลองทำกิจกรรมอะไรให้เอาความรู้สึกของเราไปจับที่งาน จับความรู้สึกในขณะที่ทำงานว่ามีความสุข พอใจหรือไม่ โดยไม่ได้ให้น้ำหนักที่คำชมมาก ในช่วงม.ปลายนี้ลองทำกิจกรรมให้หลากหลายจะได้ค้นหาตัวเองดู อาจมีหลายมุมที่เรายังไม่เคยรู้จักตัวเองก็ได้




เมื่อเรารู้จักตัวเองแล้วเราก็จะเริ่มเห็นปลายทางลางๆแล้ว เช่นว่าเราถนัดวาดรูปนะ เราน่าจะเป็นอะไร ทำอะไรได้บ้าง  บางคนอาจจะถนัดออกแบบเพราะลองช่วยเพื่อนทำหนังสือรุ่นมาแล้วรู้สึกดี  บางคนอาจจะปั้นเก่ง ชอบปั้นดินน้ำมัน   หรือบางคนชอบวาดตึก สนใจวิธีการสร้างบ้าน  เราก็เริ่มสังเกตุว่าทักษะที่เราพอมี กับความสนใจตรงนี้ มันจะต่อยอดเป็นอาชีพอะไรได้บ้าง  เพื่อให้ภาพปลายทางมันชัดเจนยิ่งขึ้นน้องๆก็ต้องลองตามหาต้นแบบดู  ตามหาไอดอลของเรา  ไอดอลคือบุคคลที่ประสบความสำเร็จในชีวิต เรารู้สึกชอบ ชื่นชมในตัวเขาและอยากจะประสบความสำเร็จเช่นเขาบ้าง เราจึงเรียนรู้วิถีการดำเนินชีวิตอย่างเขาเหล่านั้น  เช่นว่า เราชื่นชอบอาจารย์เฉลิมชัย อาจารย์เป็นศิลปิน  เราก็มุ่งตรงเข้าคณะจิตรกรรมเลย  แต่หากไม่ชัดมากแค่พอรู้ว่าชอบด้านไหนก็ลองแยกย่อยลงไปให้ละเอียดดู เช่นชอบกราฟฟิก กราฟฟิกอะไร  คอมฯหรือ ภาพพิมพ์  ถ้าเป็นคอมฯนี่ ภาพนิ่งหรือเคลื่อนไหว 2 มิติ หรือ 3 มิต  หรือชอบออกแบบเวปไซต์ หรือสื่อสิ่งพิมพ์    ที่ต้องถามแยกย่อยขนาดนี้ก็เพื่อความชัดเจนว่าเราต้องเรียนต่อทางด้านไหน จึงจะเป็นในสิ่งที่ต้องการได้

พอได้คำตอบชัดเจนแล้วว่า "ฉันจะเป็นอะไร" ก็เก็บไว้ในใจ หรือจดไว้ก็ได้ เรียงลำดับหากมีหลายอย่าง  แล้วเราก็ไปหาข้อมูลกันว่าคณะที่เราสนใจมันมีอะไรบ้าง หาให้เยอะที่สุดเท่าที่ทำได้ ไม่ควรเจาะจงว่าจะต้องเข้าแต่สถาบันดังๆเท่านั้น เพราะว่าถ้าไม่อย่างนั้นเราก็จะพลาดโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย

เมื่อเราได้เป้าหมายในชีวิตแล้ว และได้ข้อสรุปว่าจำเป็นต้องเข้าเรียนในคณะอะไร ของมหาวิทยาลัยไหน และสาขาใดแล้ว เราก็ตรวจสอบช่วงเวลาเปิดรับสมัครของคณะนั้น สาขาที่เราต้องการ ซึ่งแต่ละมหาวิทยาลัยก็จะมีช่วงการเปิดรับสมัครไม่เหมือนกันซึ่งเป็นการ"รับตรง" หรือ "สอบตรง" โดยมหาวิทยาลัยเอง เราต้องคอยตรวจสอบหาข้อมูลวงในจากผู้รู้ หรือหาเอาตามเวปไซต์ของคณะก็ได้เช่นกัน   ส่วนการสอบ "ส่วนกลาง" หรือ แอดมิดชั่น ที่ใช้เกรดเฉลี่ยสะสม คะแนนโอเนต แกต แพต ยื่นจะเปิดรับสมัครในช่วงเดือนเมษายน หรือเช็คในเวป http://www.cuas.or.th/index.php เมื่อได้ข้อมูลที่ต้องการแล้วเราก็เตรียมพร้อมสำหรับการสอบได้เลย

ทีนี้เราก็มาหาข้อมูลกันว่า ข้อสอบในสาขาที่เราจะสอบเข้าเค้ามีกฏกติกาอะไรบ้าง สอบอะไรบ้าง  โดยส่วนใหญ่แล้วก็จะแบ่งออกเป็นข้อสอบภาคทฤษฎี กับข้อสอบปฏิบัติ
ข้อสอบภาคทฤษฏี จะมีวิชาทั่วไป เช่น วิทย์ - คณิต  ภาษา-สังคม และ ความรู้ทั่วไปทางศิลปะ   ส่วนข้อสอบปฏิบัติจะมีวิชาวาดเส้น และวิชาเฉพาะของสาขานั้นๆ เช่น ออกแบบ  สร้างสรรค์ หรือองค์ประกอบศิลป์

เมื่อรู้ข้อสอบแล้วก็ลองหาโจทย์เก่าๆย้อนหลังมาทำดู  โดยส่วนใหญ่แล้วข้อสอบทางศิลปะโจทย์ก็จะไม่ได้ลึกลับซับซ้อนอะไร คือบอกให้รู้ๆกันไปเลยว่าต้องทำอะไรบ้าง แต่ถึงรู้ก็ใช่ว่าจะตอบถูกเพราะการจะตอบโจทย์ได้เราต้องปฏิบัติ เราต้องวาดรูปนี่น่ะซี่  ถ้าหากว่ารู้โจทย์แล้ววาดไม่ได้ก็สอบไม่ติดไงล่ะ  เช่นสมมุติว่าโจทย์ออกมาให้วาดมือ ภายในเวลาสามชั่วโมง  หรือมือถือกล่องนม  หรือม่าม่าแกะห่อแล้วเห็นซองมันๆ จะวาดได้หรือไม่ แล้วจะวาดได้มีคุณภาพแค่ไหน  นี่แหละคือโจทย์วาดเส้น

ส่วนโจทย์สร้างสรรค์นั้นแล้วแต่ภาควิชา  ต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า งานสร้างสรรค์คือสื่อ ประกอบด้วยรูปร่าง และนามธรรม ที่สามารถสื่อถึง เรื่องราว และอารมณ์ได้  เช่น หมาน้อยผู้น่าสงสาร  คำนี้ประกอบด้วยเรื่องก็คือหมาน้อย  เราอาจนึกถึงภาพหมาที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้ ส่วนความน่าสงสารนี้คืออารมณ์ความรู้สึกเป็นนามธรรมที่จับต้องไม่ได้แต่ก็อาจเห็นได้ด้วย เราอาจนึกถึงภาพหมาตัวเล็กๆเนื้อตัวเปียกปอนมอมแมม ผอมโซเหลือแต่โครงกระดูกตาลึกโหลปูดบวมดูน่ารักแต่ก็น่าสงสาร นั่งอยู่ข้างทางเดินในเมืองหลบผู้คนสัญจรด้วยความหวาดกลัว บรรยากาศสีเทามัวและมืดครึ้ม  เช่นนี้เป็นต้น เราจะสารมารถใช้ เส้น สี แสงเงา องค์ประกอบต่างๆที่ทำให้เกิดภาพเรียกว่าองค์ประกอบศิลป์มาสร้างเรื่องราวและอารมณ์ให้กับภาพ นี่หละคืองานศิลปะ

กลับเข้ามาสู่โจทย์ ทีนี้ข้อสอบก็จะกำหนดตัวใดตัวหนึ่งมาให้เรา เขาอาจกำหนดเรื่องมาให้แล้วให้เรา คิดอารมณ์เอง เช่น ให้เรื่อง"สึนามิ"มา เราก็ต้องคิดแล้วว่าเราจะให้คนดูรู้สึกยังไงกับเหตุการณ์"สึนามิ" อาจรู้สึกถึงความเศร้า หดหู่ หรือรู้สึกน่ากลัว  เราก็วาดภาพให้เป็นเหตุการณ์นั้นๆที่ดูน่ากลัว ตามที่เรากำหนดให้ได้ หากผลงานที่ได้มีคุณภาพ ก็จะสอบผ่าน  หรือถ้าข้อสอบกำหนดอารมณ์มาให้ เราก็ต้องคิดเรื่องราวเอง  เช่น กำหนดโจทย์ว่า "ความเศร้า" เราอาจจะเห็นภาพคนร้องไห้  งานศพ  ความตาย  อุบัติเหตุ ฯลฯ เรื่องอะไรก็ได้แล้วแต่เราจะสร้างสรรค์ แต่คิดว่าวาดออกมาแล้วคนดูต้องเข้าใจไปกับเราด้วยว่ามันเศร้านะ  ไม่ใช่วาดภาพคนร้องไห้ออกมาแล้วคนอื่นดูแล้วเข้าใจว่า คนร้องไห้ดีใจ อันนี้มันก็จะผิดโจทย์ ก็สอบไม่ผ่าน

ส่วนงานออกแบบก็คล้ายกันคือ มีรูปร่าง และอารมณ์ ต่างกันตรงที่ ภาพที่เขียนคือสิ่งของที่มีหน้าที่ใช้สอยด้วย ก็จะต้องคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอย ในมุมของผู้ใช้  ความแปลกใหม่และดึงดูดใจของหัวข้อ  คือจะให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างเรื่องราว และประโยชน์ใช้สอย มากขึ้นจึงเกิดเป็นแนวความคิดในการออกแบบ หรือที่เรียกว่า "คอนเซป" ขึ้นมา เช่น โจทย์ให้ "ออกแบบห้องสมุดเคลื่อนที่สำหรับคนพิการ"อันนี้ก็ต้องดูโจทย์ว่าเขาต้องการอะไรบ้าง ส่วนใหญ่จะกำหนดสิ่งของมาให้ และก็จะรู้หน้าที่โดยทั่วๆไปของมันโดยปริยาย ทีนี้ส่วนที่เราต้องคิดเพิ่มแน่นอนก็คือเรื่องราว และอารมณ์ของห้อง  นอกจากนี้เรายังอาจคิดหน้าที่หรือประโยชน์ใช้สอยของมันให้ต่างจากปกติได้บ้าง ก็จะดูน่าสนใจดี หาก ประโยชน์ใช้สอยสอดรับกับเรื่องราวและอารมณ์ ก็จะทำให้งานสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

การจะฝึกทำข้อสอบให้เกิดความเข้าใจได้อย่างถ่องแท้จนมีความมั่นในเมื่อก้าวเข้าสู่สนามสอบไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องใช้เวลามาก และความพยายาม หากน้องๆสามารถที่จะค้นพบคำตอบว่าตัวเองต้องการสิ่งใดในชีวิตในเวลาอันรวดเร็ว เราก็จะมีเวลาไว้ฝึกฝีมือมาก ซึ่งก็จะทำให้เรามีโอกาสสอบติดในเวลาอันสั้นมากเท่านั้น ทีนี้พวกเราก็เริ่มตัดสินใจได้แล้วว่าเรากำลังจะทำอะไรในชีวิตต่อไปดี